ผู้สนับสนุนเนื้อหาเพิ่มเติม

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

บทที่ 3 องค์ประกอบของคอร์ด (1)

บทที่ 3 องค์ประกอบของคอร์ด (1)
บทนี้มาพูดกันถึงเรื่องคอร์ดดีกว่าครับ เพื่อนๆคงจะเคยจับคอร์ด ตีคอร์ดกันมาบ้างแล้ว อยากทราบมั้ยครับว่า "คอร์ด" มีที่มาที่ไปอย่างไร ผมจะอธิบายให้ฟังดังนี้ครับ
คอร์ดคือการรวมกลุ่มของตัวโน๊ตตั้งแต่ 3 ตัวขึ้นไป โดยหลักๆแล้วจะแบ่งออกเป็น คอร์ดเมเจอร์(major)และคอร์ดไมเนอร์(minor)
เพื่อนๆลองหยิบหนังสือเพลงขึ้นมาดูประกอบสิครับ
ตัวอย่างเช่น คอร์ด C (เรียกเต็มว่า C เมเจอร์, เขียนเต็มๆว่า Cmaj (โดยปกติจะละ maj เอาไว้)
คอร์ด Am (อ่านว่า A ไมเนอร์ โดย m ย่อมาจาก minor)
คอร์ดเมเจอร์ ประกอบด้วย โน๊ตตัวที่ 1,3,5
1,3,5 มาจากไหน?
ให้เอาโน๊ตตัว C ตั้งต้น แล้วไล่เสียงไปจนครบ 7 ตัวโน๊ต ดังนี้
C(1)---- D(2)---- E(3)--F(4)---- G(5)---- A(6)---- B(7)--C(8)
ตัวเลขในวงเล็บ หมายถึงตำแหน่ง จะสังเกตุเห็นว่าโน๊ตตำแหน่งที่ 3 กับ 4 และ 7 กับ 8 ห่างกันอยู่ครึ่งเสียง ที่เหลือห่างกัน 1 เสียงเต็ม
(อ้อ...จริงๆแล้ว โน๊ตตำแหน่งที่ 8 ก็คือตัวเดียวกับตัวที่ 1 นั่นแหล่ะครับ แต่เขียนไว้เพื่อให้เห็นชัดว่า 7 กับ 8 มันห่างกันครึ่งเสียงน่ะครับ)
ย้อนกลับไปที่ คอร์ดเมเจอร์ ประกอบด้วยโน๊ตตัวที่ 1,3,5 การที่จะทราบว่าตัวโน๊ต ตำแหน่งที่ 1,3,5 นั้นคือโน๊ตอะไร ก็ให้เอาตัว Root ตั้งต้น (ตัว Root หมายถึง ตัวโน๊ตที่เป็นชื่อคอร์ด เช่น Root ของคอร์ด C ก็คือ C , Root ของคอร์ด Am ก็คือ A)
Root ของคอร์ด Dm7 ก็คือ D โดยเราไม่ต้องไปสนใจว่ามันจะติด m,7 หรือติดอะไรก็ตาม ให้ดูแค่ว่าชื่อคอร์ดเป็นตัวอักษรอะไรก็พอ
เอาล่ะครับ....ยกตัวอย่างเลยดีกว่า เดี๋ยวจะงงกันไปซะก่อน

Ex.1 คอร์ด C
หาคอร์ด C ให้เอา C ตั้งต้นก็จะได้
C(1)---- D(2)---- E(3)--F(4)---- G(5)---- A(6)---- B(7)--C(8)
1 = C
3 = E
5 = G
เพราะฉะนั้น คอร์ด C จึงประกอบด้วยโน๊ต 3 ตัว คือ C,E,G
Ex.2 คอร์ด G
หาคอร์ด G ก็ให้เอา G   ตั้งต้นจะได้ว่า
G(1)---- A(2)----B(3)--C(4)---- D(5)---- E(6)----F#(7)--G(8)
อย่าลืมนะครับ ว่าตำแหน่งที่ 3 กับ 4 ติดกัน (ส่วนตำแหน่งที่ 7 กับ 8 มันจะติดกันโดยอัตโนมัติอยู่แล้วครับถ้าเรียงมาถูกนะครับ)
1 = G
3 = B
5 = D
เพราะฉะนั้น คอร์ด G จึงประกอบด้วย G,B,D
ลองอีกสักตัวอย่างนะครับ
Ex.3 คอร์ด E
คอร์ด E ก้เอา E ตั้งต้นเช่นกัน
E(1)---- F#(2)----G#(3)--A(4)---- B(5)---- C#(6)----D#(7)--E(8)
1 = E
3 = G#
5 = B
เพราะฉะนั้น คอร์ด E จึงประกอบด้วย E,G#,B
*สรุปครับสรุป...หากเพื่อนๆอยากทราบองค์ประกอบของคอร์ดๆใดก็ตามให้เอา Root ของคอร์ดนั้นมาตั้งต้น แล้วเรียงลำดับตัวโน๊ตไปจนครบ 7 ตัว (...ถัดจากตัว G ก็คือ A นะครับ อย่าไปใส่ตัว H ล่ะ) โดยให้ยึดกฎที่ว่า 3 กับ 4 ติดกันก็เป็นอันใช้ได้ครับ ........ เฮ้อ จบลงซะทีบทนี้ บายครับ

มารู้จักโน้ตบนคอกีต้าร์กันเถอะ

Note On Fingerboard

By Music Theory
เรามารู้จักกันดีกว่าว่าบนคอกีต้าร์(Fingerboard)นั้น ในแต่ละเฟร็ต(Fret)มีโน้ตอะไรกันบ้าง
บนคอกีตาร์นั้น โน้ต 2 ตัว จะห่างกัน 1 เฟร็ต หรือ 1 ช่อง ซึ่งก็จะเท่ากับว่าห่างกัน ครึ่งเสียง (Half Tone) แต่ ถ้าห่างกัน 2 เฟร็ต หรือ 2 ช่อง ก็จะเท่ากับว่าห่างกัน หนึ่งเสียงเต็ม (Whole Tone) โดย เครื่องหมาย ชาร์ป (#) เป็นสัญลักษณ์ การเพิ่มเสียงตัวโน้ตขึ้นไปอีก ครึ่งเสียง

และ เครื่องหมาย แฟลท (b) เป็น สัญลักษณ์ การลดเสียงตัวโน้ตลงไป ครึ่งเสียง
โดย โน้ตสากลนั้นมีทั้งหมด 7 เสียง คือ โด-C / เร-D / มี-E / ฟา-F / ซอล-G / ลา-A / ที-B / โด-C (สูงขึ้น 1 Octave) ถ้ารวมชาร์ปและแฟลท ก็จะได้ 12 เสียง ดังนี้ C / C#(Db) / D / D#(Eb) / E / F / F#(Gb) / G / G#(Ab) / A / A#(Bb) / B / C (สูงขึ้น 1 Octave) ซึ่งตำแหน่งต่างๆของโน้ตแต่ละตัว ดูได้จากภาพประกอบ


สเกลเพลงร็อค





เครติด http://www.youtube.com/watch?v=XUpL6SZkOo4

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

การอ่านแทป

  การอ่านแท็บ (Tablature)

  การอ่านแท็บ
      การอ่านแท็บสายกีต้าร์จะแทนด้วยเส้นทั้งหมด 6 เส้น เส้นบนสุดคือสาย 1 ของกีต้าร์ไล่ลงมาเป็นสาย 2 – 3 – 4 – 5 ถึงเส้นสุดท้ายคือสาย 6 โดยตัวเลขที่อยู่บนแท็บจะหมายถึงตำแหน่งที่ต้องกดว่าจะต้องกดที่ช่องใดบนฟิงเกอร์บอร์ด ของสายนั้นๆ( เลข “0” หมายถึง การดีดสายเปล่า ) และถ้าตัวเลขที่อยู่บนเส้นอยู่ในตำแหน่งเดียวกันในแนวตั้งดังรูปด้านบนก็ให้ดีดพร้อมกัน ยกตัวอย่างถ้าตรงกัน 2 สองสายก็ดีดพร้อมกันแค่สองสาย ถ้าตรงกันทั้งหมด 6 สายก็ให้ดีดพร้อมกันทั้ง 6 สาย เช่น ตัวอย่าง TAB ด้านบน ตัวเลขด้านขวามือสุด เป็นการจับคอร์ด G แล้วดีดพร้อมกันทั้ง 6 สาย (โดยมากแล้วถ้าตัวเลขอยู่ในแนวเดียวกันตั้งแต่ 3 ตำแหน่งขึ้นไปจะเป็นการจับคอร์ด ) เช่นรูปด้านบน เป็นการจับคอร์ด G จาก TAB ด้านบน การเล่นทั้งหมดคือ ( ดีดสายเปล่าสาย 6 --> ตามด้วยดีดสาย 6 ช่อง 2 --> ดีดสาย 6 ช่อง 3 --> และดีดคอร์ด G ) จะมีการดีดทั้งหมด 4 ครั้ง



       สัญลักษณ์เบื้องต้นที่ใช้ใน TAB


  • h   =    hammer on
  • p   =    pull off
  • b   =   bend string up  (ดันสายขึ้น)
  • r    =   release bend  (ดันสายค้างไว้ ดีดแล้วจึงผ่อนสายลง)
  • /   =   slide up  (สไลด์ขึ้น)
  • \    =    slide down  (สไลด์ลง)
  • s   =    legato slide  (การสไลด์ไปยังโน๊ตตัวอื่นโดยไม่ต้องดีดซ้ำ)
  • v, ~   =    vibrato  (ทำเสียงสั่น)
  • tr   =   trill  (การรัวนิ้ว)
  • T   =    tap  (การเล่น Tabping)
  • x   =   on rhythm muted slash  (การให้จังหวะโดยทำเสียงบอด)

เครดิด http://www.folkpeople.com/